SCB FM ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตลาดระยะสั้นจำกัด
เลือกตั้งสหรัฐฯ อาจไม่เขย่าตลาดทันที แต่เกมเจรจา 2 พรรค ชี้ชะตาค่าเงินดอลลาร์–เงินบาท ต้องจับตานโยบายการคลังระยะยาว
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 จับตา “เดโมแครต” ครอง 2 สภา แต่สิ่งที่ตลาดกังวลมากกว่าคือทิศทางการคลังสหรัฐฯ
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลก เมื่อ SCB FM ประเมินว่า พรรคเดโมแครต (Democrat) มีโอกาสชนะทั้งสภาบนและสภาล่าง โดยตลาดให้น้ำหนักโอกาสชนะในสภาล่างสูงถึง 95% และสภาบน 75% อย่างไรก็ตาม หากผลออกมาตามคาด ผลกระทบต่อตลาดระยะสั้นอาจไม่มากนัก เพราะนักลงทุนรับรู้ความเป็นไปได้นี้ไปแล้ว ทั้งในแง่ดัชนีเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินบาท
แต่สิ่งที่ตลาดต้องจับตาจริง ๆ คือ การเจรจาระหว่างสองพรรคหลังการเลือกตั้ง และทิศทางการใช้จ่ายภาครัฐของสหรัฐฯ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากก่อนหน้านี้ความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) ปรับตัวสูงขึ้น
SCB FM มองว่า หากเดโมแครตชนะทั้งสองสภา จะมีโอกาสผลักดันกฎหมายและนโยบายได้ง่ายขึ้น แม้พรรครีพับลิกันยังสามารถใช้ Filibuster ขัดขวางการลงมติ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีอำนาจ Veto คัดค้านนโยบายได้ โดยทิศทางตลาดหลังจากนี้มีความเป็นไปได้ 2 กรณีสำคัญ
กรณีแรก สองพรรคประนีประนอม ยอมเดินหน้านโยบายร่วมกัน เช่น เดโมแครตต้องการเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข ขณะที่รีพับลิกันต้องการเพิ่มงบกลาโหม อาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขาดดุลการคลังสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลัง (Fiscal Premium) กดดันให้ Bond Yields ปรับตัวขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นอีกแรงหนุนให้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ในระยะยาวเงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่า และเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า
กรณีที่สอง สองพรรคไม่ยอมประนีประนอม จนการออกนโยบายใหม่ติดขัด การใช้จ่ายภาครัฐอาจลดลง ทำให้การขาดดุลการคลังมีโอกาสลดลงตามไปด้วย กรณีนี้ความเสี่ยงด้านการคลังอาจผ่อนคลาย Bond Yields มีโอกาสทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย ขณะที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวจากแรงขับเคลื่อนภาครัฐที่ลดลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้
เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า แตะ 34.50 บาทต่อดอลลาร์กลางปี 2027
สำหรับทิศทางเงินบาท นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB FM มองว่า เงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อในช่วงที่เหลือของปี 2026 จากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น เครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มออกมาดี สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงดุลการค้าไทยที่กลับมาขาดดุลมากขึ้น หลังการนำเข้าขยายตัวแรงกว่าคาด
SCB FM จึงประเมินเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 2026 เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60–34.10 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าแตะ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2027
Bond Yields สหรัฐฯ มีโอกาสลดลง แต่ยังมีปัจจัยจำกัด
ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี SCB FM มองว่าอัตราผลตอบแทนมีโอกาสปรับลดลงได้อีกเล็กน้อย แต่ไม่มากนัก แม้ตลาดจะมีความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลัง แต่ยังมีปัจจัยที่อาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นของ Bond Yields ได้แก่
- ทิศทางดอกเบี้ย Fed: SCB FM ประเมินว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ ก่อนคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้า ทำให้ตลาดต้องปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
- ราคาน้ำมัน: หากสถานการณ์สงครามทุเลาลงในปีหน้า ราคาน้ำมันอาจปรับลดลง โดยคาดราคาเฉลี่ย Brent อยู่ที่ประมาณ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ปริมาณพันธบัตรในตลาด: การออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง เพื่อรองรับการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชน
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ: เศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง และหากผลิตภาพ (Productivity) เพิ่มขึ้น จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ยังทำให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสู่ตลาดพันธบัตรเพื่อถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ Bond Yields ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
SCB FM ประเมินกรอบผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 4.95–5.15% ณ สิ้นปี 2026 และลดลงมาอยู่ที่ 4.70–4.90% ณ สิ้นปี 2027
พันธบัตรไทยมีโอกาสปรับลดตามสหรัฐฯ
ส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี SCB FM มองว่า Bond Yields มีโอกาสปรับลดลงเล็กน้อย จากแนวโน้มที่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า แม้ตลาดจะมองว่ายังมีโอกาสที่ กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า หากคงดอกเบี้ยจริง อาจทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อนโยบายการเงินไทยใหม่ และหนุนให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลงได้ อีกทั้งหาก Bond Yields สหรัฐฯ ปรับลดลง ก็จะช่วยส่งผ่านแรงหนุนมายังตลาดพันธบัตรไทยด้วย
โดยคาดการณ์กรอบผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ดังนี้
- สิ้นปี 2026 อยู่ที่ 2.00–2.20%
- สิ้นปี 2027 อยู่ที่ 1.80–2.00%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ Bond Yields สูงกว่าคาดยังมีอยู่ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ความเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและสเปน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย
โจทย์สำคัญของตลาดการเงินหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ จึงไม่ใช่แค่ใครจะชนะ แต่เป็นสองพรรคจะตกลงกันอย่างไร เพราะผลของการเจรจาเรื่องนโยบายและการใช้จ่ายภาครัฐ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางหนี้สาธารณะ Bond Yields เงินดอลลาร์ และค่าเงินบาทในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB